ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จากอุปสงค์ฟื้นตัวดีขึ้นในยุโรปและสหรัฐฯ ท่ามกลางคาดการณ์การเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปคและชาติพันธมิตร

ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จากอุปสงค์ฟื้นตัวดีขึ้นในยุโรปและสหรัฐฯ ท่ามกลางคาดการณ์การเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปคและชาติพันธมิตร

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 71-76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 73-78 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

162487350481

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ ( 28 มิ.ย.– 2 ก.ค. 64)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวทรงตัวในระดับสูง หลังความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มฟื้นตัว จากการเดินทางระหว่างประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศและการประกาศใช้วัคซีนพาร์สปอร์ตอย่างเป็นทางการในทวีปยุโรป นอกจากนี้ตลาดยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 1 ปี สะท้อนถึงความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศลดลงจากความคืบหน้าการแจกจ่ายวัคซีนในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันอาจถูกกดดันจากสถานการณ์โควิด-19 ในแถบภูมิภาคเอเชียที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและมีการพบเชื้อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ในประเทศอินเดีย ขณะที่อุปทานในตลาดมีแนวโน้มปรับเพิ่มจากกลุ่มโอเปคพลัสที่จะมีการประชุมเพื่อหารือเรื่องกำลังการผลิตในเดือน ส.ค. 64 เป็นต้นไปในสัปดาห์นี้

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

  • ราคาน้ำมันดิบมีทิศทางทรงตัวในระดับสูง จากความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มดีขึ้นโดยได้รับแรงสนับสนุนจากการผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางเพิ่มเติมในสหรัฐฯ และยุโรป หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในภูมิภาคลดลงต่อเนื่องจากความคืบหน้าการแจกจ่ายวัคซีน โดยตัวเลขผู้ได้รับวัคซีนล่าสุด ณ วันที่ 24 มิ.ย. เพิ่มเป็น 49.8% และ 4% ของจำนวนประชากรในสหรัฐฯ และยุโรปตามลำดับ นอกจากนี้สหภาพยุโรปมีการผ่อนคลายการเดินทางระหว่างประเทศสำหรับผู้ถือวัคซีนพาร์สปอร์ต (EU Digital COVID Certificate) อย่างเป็นทางการวันที่ 1 ก.ค. 64 เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางภายใน 18 ประเทศกลุ่มสมาชิกได้โดยไม่ต้องกักตัว เพิ่มจาก 7 ประเทศที่มีการทดลองใช้นโยบายนี้ไปแล้วก่อนหน้า
  • ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 แตะระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 1 ปี หลังจากความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯฟื้นตัวจากตัวเลขผู้ใช้รถใช้ถนนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 มิ.ย. 64 ปรับตัวลดลง 7.6 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 3.9 ล้านบาร์เรล
  • Bank of America (BofA) ปรับการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยปี 2564 เพิ่มสูงขึ้นจากการคาดการณ์ก่อนหน้าจาก 63 ดอลลาร์ต่อบาเรล เป็น 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปรับการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2565 เพิ่มขึ้นจาก 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาจะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุปทานที่เข้ามาในตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี นอกจากนี้ BofA ยังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะสามารถขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลได้ภายในปี 2565
  • การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่านและ 6 ประเทศมหาอำนาจยังคงไม่มีข้อสรุปหลังจากการหารือมาแล้วถึง 6 ครั้ง เนื่องจากยังไม่สามารถหาทางออกสำหรับสาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวได้ ล่าสุดนาย Ebrahim Raisi ได้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอิหร่านเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่แทนประธานาธิบดีคนก่อนในวันที่ 3 ส.ค. โดยตลาดคาดนาย Ebrahim Raisi จะพยายามที่จะเจรจารื้อฟื้นข้อตกลงนี้ให้สำเร็จเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยการกลับมาส่งออกน้ำมันดิบซึ่งปัจจุบันยังคงถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ
  • นักลงทุนจับตาผลการประชุมของกลุ่มโอเปคและประเทศพันธมิตร ในวันที่ 1 ก.ค. 64 (18th OPEC and Non-OPEC Ministerial Meeting) ที่จัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดน้ำมัน รวมถึงพิจารณาการปรับระดับการผลิตในเดือนถัดไป โดยก่อนการประชุมที่เกิดขึ้น ทางกลุ่มโอเปคพลัสมีการส่งสัญญาณที่จะปรับเพิ่มกำลังการผลิตจากปัจจัยความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง ขณะที่รัสเซียได้มีการขอเจรจากับทางกลุ่มเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเช่นกัน จึงทำให้ตลาดคาดว่าทางกลุ่มจะมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตตั้งแต่เดือน ส.ค. เป็นต้นไปในการประชุมที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์นี้
  • ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในภูมิภาคยังคงเป็นที่น่ากังวล โดยล่าสุดรัฐบาลอินโดนีเชียประกาศใช้มาตรการล็อคดาวน์เพิ่มเติมในหลายพื้นที่หลังผู้ติดเชื้อรายวันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี นอกจากนี้มีการพบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ Delta Plus ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์อินเดีย Delta โดยผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้จะสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์เดิม
  • เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตสหรัฐฯ เดือน มิ.ย.64 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจีน เดือน มิ.ย.64 และ ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน เดือน มิ.ย. 64

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (21 – 25 มิ.ย. 64)  

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.41

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

  • ราคาน้ำมันดิบมีทิศทางทรงตัวในระดับสูง จากความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มดีขึ้นโดยได้รับแรงสนับสนุนจากการผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางเพิ่มเติมในสหรัฐฯ และยุโรป หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในภูมิภาคลดลงต่อเนื่องจากความคืบหน้าการแจกจ่ายวัคซีน โดยตัวเลขผู้ได้รับวัคซีนล่าสุด ณ วันที่ 24 มิ.ย. เพิ่มเป็น 49.8% และ 4% ของจำนวนประชากรในสหรัฐฯ และยุโรปตามลำดับ นอกจากนี้สหภาพยุโรปมีการผ่อนคลายการเดินทางระหว่างประเทศสำหรับผู้ถือวัคซีนพาร์สปอร์ต (EU Digital COVID Certificate) อย่างเป็นทางการวันที่ 1 ก.ค. 64 เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางภายใน 18 ประเทศกลุ่มสมาชิกได้โดยไม่ต้องกักตัว เพิ่มจาก 7 ประเทศที่มีการทดลองใช้นโยบายนี้ไปแล้วก่อนหน้า
  • ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 แตะระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 1 ปี หลังจากความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯฟื้นตัวจากตัวเลขผู้ใช้รถใช้ถนนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 มิ.ย. 64 ปรับตัวลดลง 7.6 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 3.9 ล้านบาร์เรล
  • Bank of America (BofA) ปรับการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยปี 2564 เพิ่มสูงขึ้นจากการคาดการณ์ก่อนหน้าจาก 63 ดอลลาร์ต่อบาเรล เป็น 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปรับการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2565 เพิ่มขึ้นจาก 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาจะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุปทานที่เข้ามาในตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี นอกจากนี้ BofA ยังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะสามารถขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลได้ภายในปี 2565
  • การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่านและ 6 ประเทศมหาอำนาจยังคงไม่มีข้อสรุปหลังจากการหารือมาแล้วถึง 6 ครั้ง เนื่องจากยังไม่สามารถหาทางออกสำหรับสาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวได้ ล่าสุดนาย Ebrahim Raisi ได้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอิหร่านเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่แทนประธานาธิบดีคนก่อนในวันที่ 3 ส.ค. โดยตลาดคาดนาย Ebrahim Raisi จะพยายามที่จะเจรจารื้อฟื้นข้อตกลงนี้ให้สำเร็จเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศโดยการกลับมาส่งออกน้ำมันดิบซึ่งปัจจุบันยังคงถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ
  • นักลงทุนจับตาผลการประชุมของกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตร ในวันที่ 1 ก.ค. 64 (18th OPEC and Non-OPEC Ministerial Meeting) ที่จัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดน้ำมัน รวมถึงพิจารณาการปรับระดับการผลิตในเดือนถัดไป โดยก่อนการประชุมที่เกิดขึ้น ทางกลุ่มโอเปกพลัสมีการส่งสัญญาณที่จะปรับเพิ่มกำลังการผลิตจากปัจจัยความต้องการใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง ขณะที่รัสเซียได้มีการขอเจรจากับทางกลุ่มเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเช่นกัน จึงทำให้ตลาดคาดว่าทางกลุ่มจะมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตตั้งแต่เดือน ส.ค. เป็นต้นไปในการประชุมที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์นี้
  • ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในภูมิภาคยังคงเป็นที่น่ากังวล โดยล่าสุดรัฐบาลอินโดนีเชียประกาศใช้มาตรการล็อคดาวน์เพิ่มเติมในหลายพื้นที่หลังผู้ติดเชื้อรายวันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี นอกจากนี้มีการพบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ Delta Plus ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์อินเดีย Delta โดยผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้จะสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์เดิม
  • เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตสหรัฐฯ เดือน มิ.ย.64 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจีน เดือน มิ.ย.64 และ ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน เดือน มิ.ย. 64

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (21 – 25 มิ.ย. 64)  

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.41 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 74.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.67 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 76.18 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 73.58 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 1 ปี หลังความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงฤดูกาลขับขี่ประกอบกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ลดลงจากความคืบหน้าการแจกจ่ายวัคซีนในประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังคงกดดันความต้องการใช้น้ำมัน และความกังวลจากกลุ่มโอเปคที่มีการส่งสัญญาณที่จะปรับเพิ่มกำลังการผลิตในเดือน ส.ค.64 เป็นต้นไปก่อนการประชุมที่จะถึงในวันที่ 1 ก.ค.64